การเคลื่อนกล้อง
ภาพยนตร์มีความแตกต่างจากภาพนิ่ง 2 ประการ คือ นอกจากสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้แล้ว ยังสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยการเคลื่อนกล้องในขณะถ่ายทำ แม้มีความยุ่งยากซับซ้อนและเสียเวลามาก กว่าการตั้งกล้องถ่ายนิ่ง ๆ (Static Shot) แต่ทำให้หนังมีความโดดเด่นทางด้านอารมณ์สูง จุดประสงค์หลักของการเคลื่อนกล้อง คือ ติดตามผู้แสดง เป็นการเชื่อมกันระหว่างสองความคิด และยังเป็นการสร้างอารมณ์ที่ทรงพลัง ถ้าหากใช้การเคลื่อนไหวกล้องแทนมุมมองของผู้แสดง
การเคลื่อนไหวกล้อง มี 4 ลักษณะ คือ
การแพน (Panning)
การแทรค (Tracking)
การเครน (Craning)
การถือกล้องถ่าย (Handheld Camera)
การแพน (Panning)
การแพนเป็นการเคลื่อนไหวกล้องที่ง่ายที่สุด คือ เฉพาะที่ตัวกล้อง จำกัดอยู่บนขาตั้งที่อยู่กับที่ กล้องมิได้เคลื่อนย้ายออกไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งแตกต่างไปจากการเคลื่อนกล้องในลักษณะอื่น และไม่ต้องเตรียมการมาก หรือต้องใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเหมือนกับการแทรค (Tracking) หรือการทรัค (trucking) และ การเครน (Craning)
การแพนเป็นการเคลื่อนกล้องในแนวนอนจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายได้มากถึง 360 องศา และเช่นเดียวกัน กล้องอาจแพนในแนวดิ่งหรือที่เรียกว่า การทิลท์ (Tilting) กล้องจะทำมุมสูงและมุมต่ำกับซับเจ็คได้ 45 องศา หรือเงยสูงได้ถึง 90 องศา
การแพนกล้อง ครอบคลุมบริเวณพื้นที่โล่งกว้าง มักใช้กับช็อตเปิดเรื่องหรือ Establishing shot เป็นลักษณะการแพนช้า ๆ ครอบคลุมพื้นที่ เช่น ทิวทัศน์ ท้องทุ่ง ทะเลทราย ซึ่งแสดงถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาบริเวณของพื้นที่ที่ใหญ่เกินกว่าเฟรมจะครอบคลุม ส่วนการแพนในแนวตั้งหรือการทิลท์ (Tilting) ทำมุมต่ำ (tilt down) หรือทำมุมสูง (tilt up) ให้ความรู้สึกของความสูง เช่นการทิลท์ขึ้นไปที่อาคาร หรือตึกระฟ้าที่สูง ให้ความรู้สึกสูงตระหง่านของตัวอาคาร หากทิลท์ลงมาก็อาจให้ความรู้สึกหวาดเสียวในความสูงได้ โดยทั่วไปการแพนกล้องเพื่อให้ติดตามแอ็คชั่นได้ทั้งในบริเวณที่คับแคบจำกัด หรือบริเวณที่กว้างใหญ่กว่าเฟรมจะครอบคลุมได้ เพื่อเป็นการรักษาซับเจ็คให้อยู่ในกรอบภาพที่เหมาะสมและสมดุล เช่น ในฉากที่ตัวแสดงเคลื่อนที่ไปมา ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบภาพ ไปหลุดไปจากกรอบ
การแพนแม้จะไม่ทำให้เปอร์สเปคตีฟของภาพเปลี่ยนไปเหมือนการแทรค การเครน หรือการใช้ hand-held ก็ตาม แต่การแพนก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้รวดเร็วกว่าการเคลื่อนกล้องลักษณะอื่น เช่น การแทรคและการเครน ซึ่งทั้งสองประการหลังนี้กล้องต้องเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมและต้องใช้คนช่วย เช่น การแพนจากซับเจ็คหนึ่งไปยังอีกซับเจ็คหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างกันหลายสิบเมตร การแพนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ในขณะที่การแทรคต้องใช้เวลาที่นานกว่าจึงสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เท่ากัน และยังต้องใช้คนและอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกมากมายในการทำงาน
การแพนและการทิลท์จึงใช้ในกรณี
1. เพื่อครอบคลุมพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วในเฟรมเดียว หรือ fixed frame
2. ใช้ติดตามแอ็คชั่นของผู้แสดง
3. ให้เชื่อมจุดสนใจของภาพ
4. ให้ความหมายของการเชื่อมระหว่างจุดสนใจของภาพตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป
ความสำคัญของการแพนกล้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความเร็วของการแพนเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยเลนส์ในการรับภาพเพื่อให้เกิดความรู้สึกพลังของการเคลื่อนไหวอีกด้วย การเลือกใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวจะช่วยเพิ่มการรับความรู้สึกที่รวดเร็วของซับเจ็คที่พุ่งผ่านบริเวณหน้าจอรับภาพ เพราะเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวรับภาพได้เพียงบางส่วนของภาพที่รับด้วยเลนส์มุมกว้าง ดังนั้นการแพนกล้องระยะสั้น ๆ จึงสามารถให้ความรู้สึกเหมือนว่าแพนกล้องได้ไกลมากกว่าใช้เลนส์มุมกว้างแพน เป็นต้น
ผู้กำกับอย่างเช่น Akira Kurosawa ใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวในภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง เนื่องจากการใช้เลนส์ชนิดนี้จับแอ็คชั่น ทำให้บริเวณตั้งแต่พื้นหน้า (Foreground) พื้นกลาง (Middle Ground) และพื้นหลัง (Background) มีความแตกต่างกันของการเคลื่อวไหวและความลึกของภาพ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาว เช่น เทเลโฟโต้ จะแยกซับเจ็คและพิ่มความรู้สึกรวดเร็ว เช่น ในฉากที่พวกนักรบหรือซามูไรวิ่งหรือควบม้าผ่านต้นไม้ในป่าก็จะทำให้ส่วนที่เป็นพื้นหลังมีแสงพร่ามัวและเข้ม ขณะที่พื้นหน้า เช่น ต้นไม้ บังหน้าเฟรม ทำให้ภาพกระพริบเป็นจังหวะขณะแพนกล้องซึ่งเน้นให้เห็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง
การใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวสำหรับการถ่ายในลักษณะที่มีการแพนกล้องเช่นนี้ ต้องอาศัยคนที่มีความชำนาญในการใช้กล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพนอย่างรวดเร็วในสภาวะแสงที่ต่ำ ซึ่งทำยาก
การแพนเป็นการนำสายตาคนดูจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง หรือเป็นการเปลี่ยนจุดสนใจ โดยอาศัยการแพนกล้องและทิศทางการเคลื่อนที่ของซับเจ็คเป็นหลัก เช่น ในฉากบาร์ กล้องเปิดช็อตที่บริกรชายถือถาดเครื่องดื่มจากเคาน์เตอร์บาร์ กล้องแพนตามจากซ้ายมาขวาแล้วหยุดที่นางเอกนั่งอยู่โดเดี่ยวเป็นภาพปานกลาง ส่วนบริกรเดินหลุดเฟรมออกไป และอีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการย้ายจากจุดสนใจหนึ่งมาสู่อีกจุดหนึ่ง โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของกล้องและซับเจ็คเป็นหลัก เช่น ในตัวอย่างเดียวกัน เมื่อกล้องแพนตามบริกรชายถือถาดจากเคาน์เตอร์บาร์มารับที่ใบหน้าของพระเอกที่เดินสวนมาจากทิศทางตรงข้ามของกล้อง ปล่อยให้บริกรชายเดินหลุดเฟรมไปเช่นเดียวกัน แล้วแพนต่อเนื่องติดตามแอ็คชั่นของพระเอกจนถึงโต๊ะที่ว่าง ซึ่งบริกรชายเป็นเพียงซับเจ็คตัวนำจุดสนใจเกี่ยวกับ แอ็คชั่นใด ๆ ของท้องเรื่องหรือในฉากเต้นรำในห้องโถง กล้องอาจแพนจับคู่เต้นรำจากคู่หนึ่งไปอีกคู่หนึ่ง เป็นจังหวะทำให้ได้อารมณ์ของความรื่นเริง ซึ่งการแพนกล้องนอกจากจะสามารถอธิบายสถานการณ์ของฉากและเรื่องได้แล้ว ยังทำหน้าที่คล้ายกับตัวละครตัวหนึ่งอีกด้วย
อัตราความเร็วของการแพนกล้อง ให้ความหมายและความรู้สึกได้ เช่น การแพนอย่างช้า ๆ (slow panning) ให้ความรู้สึกสบาย ๆ เชื่องช้าหรือเหนื่อยหน่ายได้ ส่วนการแพนอย่างรวดเร็ว (swish pan) ทำให้ภาพพร่ามัวไม่คมชัด ให้ความหมายของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของกาลเวลาหรือการกลายร่าง เป็นต้น
การแทรค (Tracking)
การแทรคเป็นการเคลื่อนกล้องจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ใช้ในการติดตามผู้แสดงหรือสำรวจตรวจตราพื้นที่ (space) ในเนื้อเรื่อง หรืออาจเป็นช็อตที่มีซับเจ็คเดียว หรือซีเควนส์ช็อตที่มีความซับซ้อนที่ต้องการบอกเรื่องราวมากมายพร้อมกับต้องเปลี่ยนสถานที่และองค์ประกอบของภาพที่อยู่ในช็อตที่มีการเคลื่อนไหวไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
การแทรคมักติดตั้งกล้องที่ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ ใช้ในการติดตามผู้แสดง เช่นในฉากไล่ล่ากัน (chase sequence) หรือใช้ติดตั้งบนดอลลี่ทั้งประเภทล้อและราง
ส่วนการเคลื่อนกล้องเข้าหาผู้แสดงหรือออกจากผู้แสดง เรียกว่าการดอลลี่ คือ dolly in และ dolly out แต่ในปัจจุบันความหมายระหว่าง dolly กับ track นั้นใช้ปะปนกัน ดังเช่นผู้กำกับบางคนเรียกการเคลื่อนกล้องที่ใช้ยานพาหนะพาไป เช่น รถยนต์ รถจักรยาน เป็นดอลลี่ช็อต หรือแทรคกิ้งช็อต (tracking shot หรือ traveling shot) ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อความเข้าใจของทีมงาน
แทรคกิ้งช็อต เป็นการเคลื่อนกล้องที่มีลักษณะพิเศษ ได้เปรียบกว่าการเคลื่อนกล้องที่อยู่กับที่ กล่าวคือ เราสามารถ
ถ่ายแอ็คชั่นและพื้นที่ของฉากให้เห็นรายละเอียดได้มากกว่า และยังเป็นช็อตที่รักษาอารมณ์ของคนดูได้ยาวนานอีกด้วย เช่น ในฉากตลาดที่ทีคนเดินซื้อของมากมาย หากใช้กล้องอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางผู้คนเป็นการเข้าไปอยู่ในแอ็คชั่น (in the action) กล้องทำหน้าที่คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของแอ็คชั่น แต่ถ้าตั้งกล้องอยู่ด้านนอกตลาดเห็นเดินไปมา เป็นการเฝ้าสังเกตแอ็คชั่นโดยรวม ดังนั้น ข้อได้เปรียบของการแทรคกิ้งช็อต คือ ทำให้เราสามารถพากล้องไหลเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และออกมานอกเหตุการณ์หรือแอ็คชั่นได้ในขณะเดียวกัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดภาพ ใช้เป็นโครงสร้างของเนื้อเรื่องได้หลากหลายมากขึ้น และนอกจากนี้แทรคกิ้งช็อตยังเป็นตัวดึงเวลาของช็อตให้ยาวนานขึ้น เป็นการรักษาอารมณ์ของคนดูให้ต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถเน้นหรือเปลี่ยนอารมณ์คนดูได้ภายในช็อตเดียวกัน ต่างจากการตั้งกล้องอยู่กับที่โดยใช้การแพน หรือการเปลี่ยนภาพจากขนาดใกล้เป็นไกล หรือจากไกลเป็นใกล้ ซึ่งเป็นเพียงการเพิ่มหรือลดความสำคัญของซับเจ็คในช็อตเท่านั้น และยังไม่สามารถดึงเวลาของช็อตให้ยาวนานขึ้นพร้อมกับรักษาจุดสนใจของภาพไปในขณะเดียวกันด้วย
การแทรคกล้องต้องมีการวางแผนการทำงาน ซึ่งอาศัยหลักสองประการคือ หนึ่ง ความสัมพันธ์ของกล้องที่เคลื่อนกับแอ็คชั่น และสอง คือระยะห่างระหว่างกล้องกับซับเจ็ค ทั้งสองประการนี้ เป็นหนึ่งในหลายวิธีการของการ “แตก” ช็อตของแต่ละซีนในบทภาพยนตร์ กล่าวคือ การกำหนดช็อตของแต่ละฉากที่มีการเคลื่อนไหวนั้น ต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า ฉากนั้นมีมุมมองอย่างไร และอารมณ์ที่เหมาะสมระหว่างคนดูกับผู้แสดงว่าจะอยู่ห่างกันเท่าไร ซึ่งเราพอจะมีภาพเคลื่อนไหวอยู่ในหัวบ้างแล้วหลังจากได้อ่านบทครั้งแรก ดังนั้น การวางแผนนี้ จะช่วยให้เราสามารถเน้นสิ่งสำคัญที่ต้องการนำเสนอในช็อตนั้นได้ดังที่เราจินตนาการไว้ นอก จากนี้ยังช่วยให้เราสามารถถ่ายครอบคลุมฉากที่มีบทสนทนาและแอ็คชั่นที่ซับซัอนให้ง่ายขึ้น
การแทรคกล้องเป็นการเผยให้เห็นซับเจ็คหรือแอ็คชั่นและสถานที่อย่างช้า ๆ โดยเน้นเฉพาะจุดสนใจในฉากนั้น ๆ และนอกจากนี้ภายในช็อตเดียวกันกล้องยังสามารถเปลี่ยนขนาดภาพจากใกล้ (close-up) เปิดให้เห็นมุมกว้างขึ้น หรือขณะเดียวกัน จากภาพขนาดไกล กล้องค่อย ๆ เน้นให้เห็นรายละเอียดใกล้ขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกล้องสามารถแทรคได้อย่างอิสระ ไม่ว่าทางตรง แนวโค้ง เลี้ยวทำมุมเป็นวงกลม เดินหน้า และถอยหลัง ผ่านประตูหน้าต่าง ตลอดจนเปลี่ยนความเร็วของแทรคภายในช็อตก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างของการแทรคกล้อง
1. การแทรคกล้องให้มีความเร็วเท่ากับการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
การแทรคกล้องวิธีนี้นิยมใช้กัน เรามักเห็นและคุ้นเคยในหนังส่วนใหญ่ที่ใช้ติดตามผู้แสดงหลักประมาณ 2-3 คน ด้วยความเร็วเท่ากัน โดยรักษาระยะห่างระหว่างกล้องและซับเจ็คเท่ากัน ส่วนตำแหน่งกล้องสามารถวางไว้ด้านหน้า ด้านหลัง หรือคู่ขนานเยื้องด้านหน้าหรือด้านหลังก็ ได้โดยใช้ขนาดภาพเต็มตัวปานกลาง หรือภาพใกล้ตามความเหมาะสม เช่น ในฉากที่ใช้กันบ่อย ๆ คือฉากสนทนากันในรถ ในเรือ บนหลังม้า หรือในยานพาหนะอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากแอ็คชั่น หรือ chase sequence จะได้ผลมากเมื่อติดตั้งกล้องไว้ที่กระโปรงรถหรือด้านข้างประตูรถให้เคลื่อนพร้อมกับซับเจ็คที่วิ่งเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
2. การแทรคกล้องให้มีความเร็วไวหรือช้ากว่าการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
การแทรคกล้องลักษณะนี้คล้ายกับประการแรก แต่มีข้อแตกต่างอยู่ที่กล้องมีความเร็วไม่เท่ากับซับเจ็ค โดยซับเจ็คเคลื่อนที่เข้าหากล้องหรือซับเจ็คถูกปล่อยทิ้งไว้ด้านหลังขณะที่กล้องแทรคเลยหน้าไป วิธีนี้จะช่วยให้ตากล้องสามารถปล่อยให้ซับเจ็คเข้าออกเฟรมได้ในขณะที่กล้องกำลังแทรคอยู่ เช่น ในฉากวิ่งแข่ง เราสามารถแทรกกล้องให้เร็วกว่านักวิ่ง แล้วผ่านเลยขึ้นหน้าไปโดยที่ไม่ตัด ถ้าหากใช้ในฉากแอ็คชั่นจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการแทรคธรรมดาที่คู่ขนานกับซับเจ็ค เพราะภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลาภายในช็อตเดียวกันตั้งแต่แอ็คชั่นของซับเจ็ค ระยะของเปอร์สเปคตีฟทั้งหมดจะมีพลังความเคลื่อนไหวที่กำลังผ่านเฟรมของกล้องไป เท่ากับเป็นการตรึงความเร้าใจของคนดูมากกว่าการแทรคที่มีความเร็วเท่ากับการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
3. การแทรคเข้าหาหรือออกจากซับเจ็ค
นอกจากการแทรคกล้องที่มีการเคลื่อนที่ของซับเจ็คด้วยแล้ว ยังมีการแทรคเข้าหาหรือออกจากซับเจ็คด้วย การแทรคกล้องชนิดนี้มักเรียกว่า การดอลลี่เข้า (dolly in) และดอลลี่ออก (dolly out) ผลจากการเคลื่อนกล้องลักษณะนี้ทำให้เกิดการเน้นและการลดความสำคัญของซับเจ็คในภาพ เช่น
การดอลลี่เข้าไปที่ใบหน้าของตังแสดง ใช้สำหรับเน้นความรู้สึกบางอย่างของตัวละครในช่วงขณะ หนึ่ง เช่น ในฉากหนึ่งที่พระเอกแอบรักหลงไหลในนางเอกในห้องเรียน กล้องค่อย ๆ ดอลลี่เข้าหาพระเอกเป็นภาพขนาดใกล้ที่กำลังแอบมองนางเอกอยู่อย่างเงียบ ๆ เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม การดอลลี่ออกจากซับเจ็ค นอกจากหมายถึงลดความสำคัญของซับเจ็คแล้ว ยังหมายถึงการจากไปหรือการทิ้งให้อยู่ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยวได้อีกด้วย เราพบเห็นตัวอย่างในหนังบ่อยมากในฉากชานชาลา สถานีรถไฟที่คู่รักต้องพลัดพรากจากกัน หรือแม่ต้องพลัดพรากจากลูก โดยให้กล้องติดอยู่บนรถไฟ ค่อย ๆ แล่นออกไป ตัวละครที่อยู่บนชานชาลาต้องถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง
4. การแทรคกล้องหมุนรอบซับเจ็ค
การแทรคกล้องลักษณะนี้อาจเรียกว่าการดอลลี่รอบตัวซับเจ็ค ซึ่งต้องอาศัยรางดอลลี่โค้งเป็นวงกลม โดยมีผู้แสดงอยู่ตรงกลาง ตัวอย่างฉากที่พบมาได้แก่ ฉากเต้นรำ โต๊ะสนุ๊ก และโต๊ะประชุมที่มีคนนั่งรอบ ๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล้องดอลลี่ช้า ๆ ของโต๊ะประชุมในฉาก อาจช่วยเผยให้เห็นใบหน้าของตัวละครทีละตัวสร้างความน่าสนใจในภาพยนตร์ได้มาก
การเครน (Craning)
การเครน คือ การถ่ายภาพที่กล้องตั้งอยู่บนแขนของดอลลี่ขนาดใหญ่ เรียกว่า cherry picker หรือ crane truck สามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง โดยเคลื่อนกล้องให้สูงขึ้น เห็นเป็นภาพมุมกว้างต่อเนื่องกัน หรือลดให้กล้องต่ำลงรับแอ็คชั่น
ภาพที่ได้จากการเครนกล้องให้ความรู้สึกที่สง่าผ่าเผย ตรึงความสนใจของคนดู ทำให้ลืมซับเจ็คไปชั่วขณะ เพราะความตะลึงในมุมมองที่แปลกและระยะภาพที่กำลังเปลี่ยนไป
ในภาพยนตร์ประเภท Epic ของฮอลลีวู้ด มักใช้เป็น establishing shot เป็นการเปิดฉากแรกเริ่มเพื่อเน้นความรู้สึกยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าและแสดงลักษณะแวดล้อมของภูมิทัศน์ไปในเวลาเดียวกัน และถ้าหากเคลื่อนกล้องผ่านเข้าในพื้นที่ (space) ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกทะลุมิติของความลึกอีกด้วย
การใช้เครนช็อตมักเสียเวลาในการถ่ายทำ ดังนั้นควรมีการวางแผนและเตรียมการอย่างระมัดระวัง บางครั้งต้องมีการใช้หุ่นจำลองของฉากเพื่อวางแผนการเครนและการเคลื่อนที่ของกล้อง ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบฉาก สามารถหมุนและมองเห็นได้ทุกมุม ทั้งสูงและต่ำ ช่วยเป็นแนวทางให้มองเห็นภาพการเครนก่อนลงมือถ่ายทำได้เป็นอย่างดี
การถือกล้องถ่าย (Handheld Camera)
การถือกล้องถ่ายภาพเป็นการเคลื่อนที่กล้องที่ทำให้ภาพไหวอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเป็นการถ่าย ภาพที่ไม่เป็นแบบแผนเหมือนการเคลื่อนกล้องแบบอื่น ๆ ซึ่งให้ความรู้สึกว่าคนดูอยู่ ณ ที่นั้น หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น โดยใช้กล้องถ่ายทอดความสับสนอลหม่าน ฉุกเฉิน รวดเร็วของแอ็คชั่น แต่อย่างไรก็ตาม การถือกล้องถ่ายภาพหากใช้ไม่ถูกกาละเทศะ อาจเป็นตัวทำลายภาพยนตร์ได้
การถ่ายภาพด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมกันมาช้านาน และใช้กันมากในภาพยนตร์สารคดีและภาพยนตร์ทดลอง จนกระทั่งนำมาใช้ในภาพยนตร์บันเทิงด้วย กล่าวคือ ในปีทศวรรษที่ 1950 ได้มีการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ตลอดจนเครื่องบันทึกเสียงสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีมีน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายกองถ่ายไปสะดวกเกือบทุกสถานที่และสภาวะแวดล้อม ส่วนภาพยนตร์ทดลองที่ดี ๆ หลายเรื่องก็ใช้การถือกล้องถ่ายภาพเพื่อเป็นการหลีกหนีความจำเจ และการถ่ายทำรูปแบบดั้งเดิมตายตัว แสวงหาความแปลกใหม่และถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์บันเทิง เพราะให้ภาพของความรู้สึก สด ในการจับแอ็คชั่นที่เกิดขึ้น เช่น ในฉากระเบิดหรือเครื่องบินทิ้งระเบิด เห็นไฟลุกควันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งภาพที่ฝูงชนวิ่งหนีสับสนอลหม่าน เพื่อให้เกิดความสมจริงและเห็นอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
How To Film Director
เส้นทางสู่อาชีพผู้กำกับภาพยนตร์
กว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้กับเราสักเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ผู้กำกับภาพยนตร์เป็นอหนึ่งอาชีพสำคัญ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในการทำหนังให้ประสบความสำเร็จ ผู้กำกับภาพยนตร์จะต้องศึกษาทำความเข้าใจบทภาพยนตร์อย่างละเอียด และดูแลควบคุมงานเกือบทุกอย่างในกองถ่าย เลือกทีมงาน เลือกนักแสดง สถานที่ถ่ายทำ การดำเนินเรื่อง มุมกล้อง บทสนทนา ที่จะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ในทุก ๆ แง่มุมที่เขาต้องการจะเผยแพร่ออกมา โดยวิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความความคิดและการตีความของผู้กำกับ
คุณสมบัติของผู้กำกับภาพยนตร์
1.มีแนวคิดสร้างสรรค์
2.กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำให้สิ่งที่ถูกต้อง
3.มีความมั่นใจในตัวเอง มีบุคลิกภาพ และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
4.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ติดตามข่าวสารทุกด้าน
5.มีทักษะในการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
6.มีคุณธรรม จริยธรรม
อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องเรียนอะไร
เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ ผู้ที่เลือกเข้าศึกษาสาขาภาพยนตร์สามารถทำงานในสายงานภาพยนตร์ได้ตามทักษะ ความชำนาญ เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์, ผู้กำกับศิลป์ , ถ่ายภาพ ตัดต่อ เทคนิคพิเศษด้านต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง ผู้ประสานงาน และนักเขียนนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ
กว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้กับเราสักเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ผู้กำกับภาพยนตร์เป็นอหนึ่งอาชีพสำคัญ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในการทำหนังให้ประสบความสำเร็จ ผู้กำกับภาพยนตร์จะต้องศึกษาทำความเข้าใจบทภาพยนตร์อย่างละเอียด และดูแลควบคุมงานเกือบทุกอย่างในกองถ่าย เลือกทีมงาน เลือกนักแสดง สถานที่ถ่ายทำ การดำเนินเรื่อง มุมกล้อง บทสนทนา ที่จะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ในทุก ๆ แง่มุมที่เขาต้องการจะเผยแพร่ออกมา โดยวิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความความคิดและการตีความของผู้กำกับ
คุณสมบัติของผู้กำกับภาพยนตร์
1.มีแนวคิดสร้างสรรค์
2.กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำให้สิ่งที่ถูกต้อง
3.มีความมั่นใจในตัวเอง มีบุคลิกภาพ และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
4.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ติดตามข่าวสารทุกด้าน
5.มีทักษะในการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
6.มีคุณธรรม จริยธรรม
อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องเรียนอะไร
เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ ผู้ที่เลือกเข้าศึกษาสาขาภาพยนตร์สามารถทำงานในสายงานภาพยนตร์ได้ตามทักษะ ความชำนาญ เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์, ผู้กำกับศิลป์ , ถ่ายภาพ ตัดต่อ เทคนิคพิเศษด้านต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง ผู้ประสานงาน และนักเขียนนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ
ความรู้ทั่วไปของหนังสั้น
ประวัติหนังสั้น
หนังสั้นโดยเปรียบเทียบกับเรื่องสั้นในความหมายของหนังสั้นที่ยึดถือตามธรรมเนียมปฏิบัติคือ หนังที่มีความยาวไม่เกิน 30 นาที มีรูปเเบบหรือสไตล์หลากหลาย ทั้งที่ใช้การเเสดงสด(Live action film)หรือ แอมนิเมชั่น(animited film) ก็ได้
การกำหนดความยาวของหนังสั้นด้วยเวลาที่เเน่นอน เพราะเนื่องจากหนังที่มีความยาวเกิน 30 นาที จะมีรูปเเบบของการเข้าถึงตัวละครเเละโครงเรื่องต่างจากหนังสั้นที่มีความยาวไม่เกิน 30 นาที หนังที่มีความยาวตั้งเเต่ 30-60 นาที จะมีโครงเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าการกำหนดอารมณ์ของคนดูว่าตอนไหนควรเร่งรีบ ตอนไหนควรทิ้งหรือถ่วงเวลาเพื่อให้คนดูสนุกสนาน ส่วนหนังสั้นมีเวลาจำกัดไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์หรือเล่นอารมณ์กับคนดูได้มากนักจึงต้องเข้าถึงตัวละครอย่างรวดเร็ว เเละทำโครงเรื่องให้ง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อให้คนดูเข้าใจเรื่องได้ในเวลาที่จำกัด
พัฒนาการของภาพยนตร์สั้น
ปัจจุบันหนังสั้นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาให้กลายเป็นหนังบันเทิงเรื่องยาว หนังเรื่องเเรกเท่าที่มีการค้นพบ เป็นหนังสั้นของ Edison มีความยาวประมาณ 50 ฟุต เป็นเเอ็คชั่นของการจามเรื่อง Fred Ott’s Sneeze (1894) ถ่ายด้วยกล้อง Kinetograph การสร้างหนังในช่วงเเรก เป็นหนังสั้นทุกเรื่อง เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ภาพยนตร์ในสมัยนั้นได้รับความสนใจมาก เเละเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดีทำให้บริษัทของ Edison เเละบริษัทอื่นๆรวมทั้งบริษัท Mutoscope เเละ Biograph เริ่มต้นที่จะรวมตัวกันผูกขาดกิจการค้า โรงหนัง Pittsburgh ในปี 1905 ซึ่งโรงหนังนี้ทำให้มีคนดูหนังมากขึ้น ธุรกิจหนังสั้นในยุคนั้นจึงเฟื่องฟูขึ้น ในปี 1908 อิตาลีสร้างหนังประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มีความยาว 5 ม้วน D.W. Griffith ได้รับอิทธิพล การสร้างหนังที่มีความยาวขึ้น ซึ่งเเต่เดิมการสร้างภาพยนตร์เรื่องยาว เขามีความพยายามสร้างอยู่เเล้วโดยสร้างให้ยาวมากขึ้นเรื่อยๆจาก 1 ม้วนเป็น 2 ม้วน เช่นเรื่อง Enoch Arden (1991) เเม้จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เเละถูกคัดค้านไม่เห็นด้วยจากผู้อำนวยการสร้าง เเต่ในที่สุดเมื่อเขาชมภาพยนตร์ที่มีความยาวของอิตาลี จึงเป็นเเรงให้เขามีเเรงบันดาลใจในการสร้างหนังยาวถึง 4 ม้วน ในเรื่อง Judith of Bethulia (1914) ซึ่งเป็นหนังที่มีความยาวมากครั้งเเรกของประวัติศาสตร์การสร้างหนังของ Hollywood เป็นเรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มสร้างหนังบันเทิงเรื่องยาว คือ The Birth of a Natoin (1915) อันเป็นจุดเริ่มต้นบรรทัดฐานการสร้างหนังบันเทิงที่มีความยาวในปัจจุบัน เเม้ว่าหนังบันเทิงที่มีความยาวมากขึ้นจะได้รับความนิยม เเต่หนังสั้นก็ยังคงผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง มีผู้กำกับหนุ่ม Mack Scnnett ที่ไม่สามารถผลิตหนังตลกให้กับบริษัทของ Edison หรือ Biograph ได้อีกต่อไปจึงออกมาสร้างบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระของตนเอง ชื่อบริษัท Keystone Picture ผลิตหนังสั้นตลก ต่อมาในปี 1913 นักเเสดงชาวอังกฤษ Charlie Chapplin ได้ร่วมกับบริษัทของ Sennett สร้างหนังสั้นตลกยิ่งใหญ่ออกมาอีกหลายเรื่อง เช่น The Tramp (1915) , One A.M. (1916), Easy Street (1917), เเละ A dog’s Life (1918) หนังสั้นตลกของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการวิพากษ์สังคมโดยผ่านตัวละครโง่เขลา จนในที่สุดกลายมาเป็นเเบบอย่างให้กับนักเเสดงตลกที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ตามมา เช่น Buster Keaton เเละ Laurel and Hardy
ปัจจัยสำคัญของหนังสั้น
1. ความยาว (Lenght)
.....ภาพยนตร์สั้นมักมีความยาวตั้งแต่ 1 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความพอดีและลงตัว
.....ความพอดี หรือความลงตัว อยู่ที่หนังสามารถตอบสนองเรื่องราวได้อย่างน่าพอใจหรือยัง
.....ความยาวจึงขึ้นอยู่กับผู้กำกับที่จะตัดสินใจว่า การเล่าเรื่องเกินพอดี หรือขาดความพอดีหรือไม่ ซึ่งการขาดความพอดี หรือการเกินความพอดี จะส่งผลให้หนังอืดอาดยืดยาด หรือหนังเร็วจนเรื่องขาดหายไป
ทำให้ดูไม่รู้เรื่อง สำหรับหนังของมือใหม่มักมีข้อบกพร่อง คือ กังวลว่าคนดูจะไม่รู้เรื่อง จึงมักพูดมาก จนน่าเบื่อหรือ
ความอ่อนประสบการณ์ทำให้ไม่สามารถแตกช็อตให้คนดูเข้าใจเรื่องได้
จึงกลายเป็นหนังที่ห้วนและดูไม่รู้เรื่อง
.....ภาพยนตร์สั้นมักมีความยาวตั้งแต่ 1 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความพอดีและลงตัว
.....ความพอดี หรือความลงตัว อยู่ที่หนังสามารถตอบสนองเรื่องราวได้อย่างน่าพอใจหรือยัง
.....ความยาวจึงขึ้นอยู่กับผู้กำกับที่จะตัดสินใจว่า การเล่าเรื่องเกินพอดี หรือขาดความพอดีหรือไม่ ซึ่งการขาดความพอดี หรือการเกินความพอดี จะส่งผลให้หนังอืดอาดยืดยาด หรือหนังเร็วจนเรื่องขาดหายไป
ทำให้ดูไม่รู้เรื่อง สำหรับหนังของมือใหม่มักมีข้อบกพร่อง คือ กังวลว่าคนดูจะไม่รู้เรื่อง จึงมักพูดมาก จนน่าเบื่อหรือ
ความอ่อนประสบการณ์ทำให้ไม่สามารถแตกช็อตให้คนดูเข้าใจเรื่องได้
จึงกลายเป็นหนังที่ห้วนและดูไม่รู้เรื่อง
2. แก่นเรื่อง (Theme)
.....แก่นเรื่อง คือ สาระหรือจุดเป้าหมายที่เรากำลังพยายามเข้าถึง
.....แก่นเรื่อง คือ ความคิดลึกซึ้งที่เป็นนามธรรม หรือ ความคิดที่ยึดโครงสร้างของเรื่อง
และนำเสนอผ่านตัวละคร เป็นแอ๊กชั่นของการแสดงทั้งหมด
.....แก่นเรื่องเป็นศูนย์กลางความคิดหลักที่เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารกับคนดู
...........**สำคัญมาก**..........หนังสั้นควรมีความคิดหลักประการเดียว มิฉะนั้นจะทำให้เรื่องซับซ้อน ต้องใช้วิธีเล่าเรื่องแบบหนังที่มีความยาวทั่วไป
.....ความคิดหลักไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคนดูเสมอไป แต่ให้คนดูมีโอกาสไตร่ตรองสำรวจความคิดของตนเอง
เป็นการจุดจินตนาการและทำให้เกิดความคิดทางสติปัญญาขึ้น
3. ความขัดแย้ง (Conflict).....แก่นเรื่อง คือ สาระหรือจุดเป้าหมายที่เรากำลังพยายามเข้าถึง
.....แก่นเรื่อง คือ ความคิดลึกซึ้งที่เป็นนามธรรม หรือ ความคิดที่ยึดโครงสร้างของเรื่อง
และนำเสนอผ่านตัวละคร เป็นแอ๊กชั่นของการแสดงทั้งหมด
.....แก่นเรื่องเป็นศูนย์กลางความคิดหลักที่เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารกับคนดู
...........**สำคัญมาก**..........หนังสั้นควรมีความคิดหลักประการเดียว มิฉะนั้นจะทำให้เรื่องซับซ้อน ต้องใช้วิธีเล่าเรื่องแบบหนังที่มีความยาวทั่วไป
.....ความคิดหลักไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคนดูเสมอไป แต่ให้คนดูมีโอกาสไตร่ตรองสำรวจความคิดของตนเอง
เป็นการจุดจินตนาการและทำให้เกิดความคิดทางสติปัญญาขึ้น
.....เป็นการกำหนดความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งให้กับตัวละคร
หรือเป็นเป้าหมายที่ตัวละครต้องการจะไปให้ถึง
.....แล้วเรา (ผู้เขียนบท) จะสร้างอุปสรรคให้ตัวละครแก้ปัญหา หรือสร้างวิธีการต่าง ๆ
นานาให้ตัวละครไปสู่เป้าหมายอย่างยากเย็น
.....การสร้างความขัดแย้ง ผู้เขียนบทต้องเริ่มวางประเด็นของเรื่องไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะลงมือเขียนบท เป็นประโยคสำคัญ ความขัดแย้งมีหลายประเภท คือ
- ความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเอง
- ความขัดแย้งระหว่างบุคคล
- ความขัดแย้งระหว่างคนกับสังคม
- ความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ
4. เหตุการณ์เดียว (One Primary Event)
.....เหตุการณ์หลักในหนังสั้น ควรมีเพียงเหตุการณ์เดียว ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
อาจจะกินระยะเวลาในหนังหลายวันหรือหลายอาทิตย์ก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ทำให้เนื้อเรื่องดูง่าย ไม่ซับซ้อน
มีความยาวไม่มากนัก
.....ใช้เหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียวในการเล่าเรื่องเพื่อให้เหมาะสมกับเวลา
5. ตัวละครเดียว (One Major Character)
.....ตัวละครในภาพยนตร์ คือ การแสดงของคนที่มีบุคลิกลักษณะตามที่เราเลือกไว้
เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการแสดง
.....ตัวละคร คือ มุมมอง หรือวิธีมองโลก (ซึ่งสามารถหมายถึง วิสัยทัศน์)
หรือวิธีที่ตัวละครมองโลกในแง่มุมต่าง ๆ
.....หนังสั้นจะใช้ตัวละครหลักเพียงตัวเดียว และผู้เขียนจำเป็นต้องสร้างให้ตัวละครให้มีความน่าสนใจ
และใช้ตัวละครหลักไปสัมพันธ์กับตัวละครอื่น หรือปัญหาอื่น
แล้วเปิดเผยให้คนดูเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจ
.....ตัวละครในภาพยนตร์ คือ การแสดงของคนที่มีบุคลิกลักษณะตามที่เราเลือกไว้
เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการแสดง
.....ตัวละคร คือ มุมมอง หรือวิธีมองโลก (ซึ่งสามารถหมายถึง วิสัยทัศน์)
หรือวิธีที่ตัวละครมองโลกในแง่มุมต่าง ๆ
.....หนังสั้นจะใช้ตัวละครหลักเพียงตัวเดียว และผู้เขียนจำเป็นต้องสร้างให้ตัวละครให้มีความน่าสนใจ
และใช้ตัวละครหลักไปสัมพันธ์กับตัวละครอื่น หรือปัญหาอื่น
แล้วเปิดเผยให้คนดูเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจ
6. ความต้องการ (Need & Want)
.....ความต้องการของตัวละคร คือ สิ่งที่ตัวละครอยากได้ อยากมี อยากเป็น ต้องการให้ได้มา
ต้องการบรรลุในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระหว่างเนื้อหาของเรื่องราว
.....ผู้เขียนต้องกำหนดความต้องการของตัวละครก่อนเขียนบท โดยกำหนดว่า
.........อะไร ? คือความต้องการของตัวละคร
.....ความต้องการนี้จะเป็นตัวผลักดันตัวละคร ให้เกิดการกระทำ
จากนั้นผู้เขียนต้องสร้างอุปสรรคขัดขวางความต้องการนั้น
.........**สำคัญมาก**.........ความต้องการจะช่วยให้โครงเรื่องพัฒนาไปอย่างมีทิศทาง
.....ในหนังสั้นความต้องการของตัวละครหลักมักมีหลายระดับ
.....ความต้องการของตัวละคร คือ สิ่งที่ตัวละครอยากได้ อยากมี อยากเป็น ต้องการให้ได้มา
ต้องการบรรลุในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระหว่างเนื้อหาของเรื่องราว
.....ผู้เขียนต้องกำหนดความต้องการของตัวละครก่อนเขียนบท โดยกำหนดว่า
.........อะไร ? คือความต้องการของตัวละคร
.....ความต้องการนี้จะเป็นตัวผลักดันตัวละคร ให้เกิดการกระทำ
จากนั้นผู้เขียนต้องสร้างอุปสรรคขัดขวางความต้องการนั้น
.........**สำคัญมาก**.........ความต้องการจะช่วยให้โครงเรื่องพัฒนาไปอย่างมีทิศทาง
.....ในหนังสั้นความต้องการของตัวละครหลักมักมีหลายระดับ
7. โครงสร้างของบท (Structure)
.....โครงสร้าง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับทั้งหมด
.....ส่วนย่อยคือ แอ๊กชั่น , ตัวละคร , ฉาก , ตอน , องก์ (1,2,3) , เหตุการณ์ , สถานการณ์ ,ดนตรี
สถานที่ ฯลฯ ส่วนย่อยทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นเพื่อหลอมรวมเป็นเรื่อง
แล้วโครงสร้างจะเป็นตัวยึดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันเป็นภาพรวมทั้งหมด
8. ปูมหลัง (Backstory).....โครงสร้าง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับทั้งหมด
.....ส่วนย่อยคือ แอ๊กชั่น , ตัวละคร , ฉาก , ตอน , องก์ (1,2,3) , เหตุการณ์ , สถานการณ์ ,ดนตรี
สถานที่ ฯลฯ ส่วนย่อยทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นเพื่อหลอมรวมเป็นเรื่อง
แล้วโครงสร้างจะเป็นตัวยึดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันเป็นภาพรวมทั้งหมด
.....ปูมหลังของเรื่อง คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเรื่องในภาพยนตร์จะเกิด
เหตุการณ์ในอดีตจะส่งผลตรงกับอารมณ์ของตัวละครหลัก
.....ปูมหลังของเรื่องมีความสัมพันธ์กับความต้องการของตัวละคร คนเขียนบทต้องกำหนดล่วงหน้าก่อนลงมือเขียนบท แต่ปูมหลังไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่ในบท
กระบวนการทำหนังสั้น
1) หาองค์ประกอบด้านวิธีการ คือ หลักการ การวางแผน การถ่ายทำ การตัดต่อ การประเมินผล
2) หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะ
3) เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
4) บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
เรื่องบทจะมี หลายแบบ
- บทแบบสมบูรณ์ ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูด
- บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
5) การผลิต อย่างแรก แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก โดยรวม มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้
6) ค้นหามุมกล้อง
- มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
- มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
- มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์
7) การเคลื่อนไหวของกล้อง
- การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
- การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
- การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง
8) เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
จับกล้องให้มั่น อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัว และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
9) หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
10) การตัดต่อ
อย่างแรก จัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้ง
อย่างสอง จัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้
อย่างสาม แก้ไขข้อบกพร่อง
อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม
อย่างห้า เรื่องเสียง
ขั้นการตัดต่อและการตัดต่อเชื่อมฉาก
- การตัด cut
- การเฟด fade
- การทำภาพจางซ้อน
- การกวาดภาพ
- ซ้อนภาพ
- ภาพมองทาจ
โปรแกรมที่จะนำมาใช้ แนะนำดังต่อไปนี้นะ
1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้น ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย
2. Sony vegas 7.0 การทำงานค่อนข้างละเอียด มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่)
3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถ สร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลย แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่
2) หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะ
3) เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
4) บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
เรื่องบทจะมี หลายแบบ
- บทแบบสมบูรณ์ ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูด
- บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
5) การผลิต อย่างแรก แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก โดยรวม มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้
6) ค้นหามุมกล้อง
- มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
- มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
- มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์
7) การเคลื่อนไหวของกล้อง
- การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
- การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
- การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง
8) เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
จับกล้องให้มั่น อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัว และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
9) หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
10) การตัดต่อ
อย่างแรก จัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้ง
อย่างสอง จัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้
อย่างสาม แก้ไขข้อบกพร่อง
อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม
อย่างห้า เรื่องเสียง
ขั้นการตัดต่อและการตัดต่อเชื่อมฉาก
- การตัด cut
- การเฟด fade
- การทำภาพจางซ้อน
- การกวาดภาพ
- ซ้อนภาพ
- ภาพมองทาจ
โปรแกรมที่จะนำมาใช้ แนะนำดังต่อไปนี้นะ
1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้น ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย
2. Sony vegas 7.0 การทำงานค่อนข้างละเอียด มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่)
3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถ สร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลย แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่
ความหมายของสตอรี่บอร์ด (Story Board)
สตอรี่บอร์ด (Story Board) คือ การเขียนกรอบแสดงเรื่องราวที่สมบูรณ์ของภาพยนตร์หรือหนังแต่ละเรื่อง โดยมีการแสดงรายละเอียดที่จะปรากฏในแต่ละฉากหรือแต่ละหน้าจอ เช่น ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี เสียงพูดและแต่ละอย่างนั้นมีลำดับของการปรากฏว่าอะไรจะปรากฏขึ้นก่อน-หลัง อะไรจะปรากฏพร้อมกัน เป็นการออกแบบอย่างละเอียดในแต่ละหน้าจอก่อนที่จะลงมือสร้างเอนิเมชันหรือ หนังขึ้นมาจริงๆ
• Storyboard คือ การสร้างภาพให้เห็นลำดับขั้นตอนตามเนื้อเรื่องที่ต้องการ โดยเฉพาะภาพเคลื่อนไหว
• รายละเอียดที่ควรมีใน Storyboard ได้แก่ คำอธิบายแต่ละสื่อที่ใช้ (ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดิโอ)
Teaser กับ Trailer
Teaser กับ Trailer
วันนี้มีบทเรียนสั้นๆ แต่เห็นบ่อยครั้ง จนบางคนแอบสับสนว่า มันต่างกันยังไง ? เรื่องทีว่านั่นคือ Teaser กับ Trailer
จริงๆความหมายของ Teaser ก็ตรงตามความหมายของคำศัพท์ครับ (ยั่วเย้า) ดังนั้น Teaser ในวงการหนัง จะใช้เรียกสื่อโฆษณาหนังเรื่องนั้นๆในลักษณะ 'สั้น แต่ดึงดูด' ซึ่งมีทั้งใบปิด ที่เป็นภาพของสิ่งของหรืออะไีรก็ตามที่พอจะยั่วน้ำลายคนดูได้ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นรายละเอียดส่วนอื่นๆของหนัง (เช่น ดารา) ยกตัวอย่างจากใบปิดทีเซอร์ "Die Another Day" (ภาพที่โพส) จะเห็นนะครับว่า บนใบปิดไม่มีดาราหรือภาพแอ็กชั่นของตัวละคร แต่คนทำใช้ภาพของปืนบนน้ำแข็งมายั่วยวนคนดู
และภาพเคลื่อนไหวอย่างตัวอย่างหนัง ตัวอย่างหนังที่เป็นทีเซอร์ จะมีความยาวแบบสั้นๆครับ แค่นาทีนึง หรือต่ำกว่านั้น จุดประสงค์หลักๆ ก็อย่างที่บอกไปว่า่ มันต้องสั้น ไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวหนังมาก แต่ชวนดึงดูดให้คนดูร้องซี้ดปาก ยกตัวอย่าง ตัวอย่างทีเซอร์ของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=aHuAGozIJuM) ซึ่งมีความยาวแค่ 57 วินาที แต่สามารถกระตุกต่อมความอยากดูได้
อย่างต่อมาคือ Trailer (เทรลเลอร์)
เป็นภาพยนตร์ตัวอย่างที่มีความยาวมากว่าทีเซอร์ครับ ซึ่งทำให้ผู้สร้าง สามารถอธิบายแนวหนัง , อารมณ์หนัง , พล็อตเรื่องคร่าวๆ , ฉากไฮไลท์ และโฉมหน้าของเหล่านักแสดงเด่นๆในหนังเรื่องนั้นๆได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่ เทรลเลอร์จะมีความยาวระหว่าง 2-3 นาที ยกตัวอย่างจาก ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=P0VyXWDrv_Y) มีความยาว 3 นาที บอกเล่าลักษณะสำคัญตามที่แอดมินว่าไว้
สำหรับฮอลลีวู้ด เนื่องจากหนังจากที่นี่ กะจะขายในตลาดโลกด้วย ระหว่างการสร้าง ทีมงานจึงจำต้องคอยเลี้ยงความสนใจของคนดูไปเรื่อยๆ ด้วยการส่งทีเซอร์ หรือเทรลเลอร์ หลายตัว ออกมาสู่สายตาคนดู นั่นจึงทำให้หนังเรื่องนึง อาจจะมีตัวอย่างหนังมากกว่า 1 ตัวขึ้นไปครับ (ซึ่งต่างจากหนังไทยที่มักจะมีทีเซอร์ตัวเดียว หรือเทรลเลอร์ตัวเดียว)
แถมให้อีกอย่างคือ Spot (สปอต) อันนี้เป็นเหมือนตัวอย่างหนังครับ แต่มีความยาวแบบสั้นๆแค่ 20-30 วินาที (หรืออย่างมากก็ไม้เกินหนึ่งนาที) ออกฉายทางทีวีหรือสื่ออื่นๆ ซึ่งด้วยความแพงของค่าเช่าเวลา จึงทำให้มันสั้นๆแบบนั้นแหละครับ (คลิกดูตัวอย่าง http://www.youtube.com/watch?v=laPB2HVVSRw)
ตัวอย่างหนังไม่ว่าจะเป็นแบบทีเ้ซอร์หรือเทรลเลอร์ ก็ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการโปรโมทหนังครับ หากตัวอย่างดูดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง (ยกตัวอย่างด้วย ตัวอย่างหนีง Inception http://www.youtube.com/watch?v=66TuSJo4dZM) ผู้ชมเห็นแล้วอยากดูอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับว่า ตัวอย่างหนังดูดี ตัวหนังจะดีตาม หรือตัวอย่างหนังดูแย่ แต่ตัวหนังจริงอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ คล้ายคลึงกับคำกล่าวที่ว่า 'อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก'
วันนี้มีบทเรียนสั้นๆ แต่เห็นบ่อยครั้ง จนบางคนแอบสับสนว่า มันต่างกันยังไง ? เรื่องทีว่านั่นคือ Teaser กับ Trailer
จริงๆความหมายของ Teaser ก็ตรงตามความหมายของคำศัพท์ครับ (ยั่วเย้า) ดังนั้น Teaser ในวงการหนัง จะใช้เรียกสื่อโฆษณาหนังเรื่องนั้นๆในลักษณะ 'สั้น แต่ดึงดูด' ซึ่งมีทั้งใบปิด ที่เป็นภาพของสิ่งของหรืออะไีรก็ตามที่พอจะยั่วน้ำลายคนดูได้ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นรายละเอียดส่วนอื่นๆของหนัง (เช่น ดารา) ยกตัวอย่างจากใบปิดทีเซอร์ "Die Another Day" (ภาพที่โพส) จะเห็นนะครับว่า บนใบปิดไม่มีดาราหรือภาพแอ็กชั่นของตัวละคร แต่คนทำใช้ภาพของปืนบนน้ำแข็งมายั่วยวนคนดู
และภาพเคลื่อนไหวอย่างตัวอย่างหนัง ตัวอย่างหนังที่เป็นทีเซอร์ จะมีความยาวแบบสั้นๆครับ แค่นาทีนึง หรือต่ำกว่านั้น จุดประสงค์หลักๆ ก็อย่างที่บอกไปว่า่ มันต้องสั้น ไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวหนังมาก แต่ชวนดึงดูดให้คนดูร้องซี้ดปาก ยกตัวอย่าง ตัวอย่างทีเซอร์ของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=aHuAGozIJuM) ซึ่งมีความยาวแค่ 57 วินาที แต่สามารถกระตุกต่อมความอยากดูได้
อย่างต่อมาคือ Trailer (เทรลเลอร์)
เป็นภาพยนตร์ตัวอย่างที่มีความยาวมากว่าทีเซอร์ครับ ซึ่งทำให้ผู้สร้าง สามารถอธิบายแนวหนัง , อารมณ์หนัง , พล็อตเรื่องคร่าวๆ , ฉากไฮไลท์ และโฉมหน้าของเหล่านักแสดงเด่นๆในหนังเรื่องนั้นๆได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่ เทรลเลอร์จะมีความยาวระหว่าง 2-3 นาที ยกตัวอย่างจาก ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=P0VyXWDrv_Y) มีความยาว 3 นาที บอกเล่าลักษณะสำคัญตามที่แอดมินว่าไว้
สำหรับฮอลลีวู้ด เนื่องจากหนังจากที่นี่ กะจะขายในตลาดโลกด้วย ระหว่างการสร้าง ทีมงานจึงจำต้องคอยเลี้ยงความสนใจของคนดูไปเรื่อยๆ ด้วยการส่งทีเซอร์ หรือเทรลเลอร์ หลายตัว ออกมาสู่สายตาคนดู นั่นจึงทำให้หนังเรื่องนึง อาจจะมีตัวอย่างหนังมากกว่า 1 ตัวขึ้นไปครับ (ซึ่งต่างจากหนังไทยที่มักจะมีทีเซอร์ตัวเดียว หรือเทรลเลอร์ตัวเดียว)
แถมให้อีกอย่างคือ Spot (สปอต) อันนี้เป็นเหมือนตัวอย่างหนังครับ แต่มีความยาวแบบสั้นๆแค่ 20-30 วินาที (หรืออย่างมากก็ไม้เกินหนึ่งนาที) ออกฉายทางทีวีหรือสื่ออื่นๆ ซึ่งด้วยความแพงของค่าเช่าเวลา จึงทำให้มันสั้นๆแบบนั้นแหละครับ (คลิกดูตัวอย่าง http://www.youtube.com/watch?v=laPB2HVVSRw)
ตัวอย่างหนังไม่ว่าจะเป็นแบบทีเ้ซอร์หรือเทรลเลอร์ ก็ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการโปรโมทหนังครับ หากตัวอย่างดูดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง (ยกตัวอย่างด้วย ตัวอย่างหนีง Inception http://www.youtube.com/watch?v=66TuSJo4dZM) ผู้ชมเห็นแล้วอยากดูอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับว่า ตัวอย่างหนังดูดี ตัวหนังจะดีตาม หรือตัวอย่างหนังดูแย่ แต่ตัวหนังจริงอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ คล้ายคลึงกับคำกล่าวที่ว่า 'อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก'
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)